[The Hobbit AU:ThilBo] My heart wil go on 1

posted on 12 Jan 2015 02:55 by gundam-kun  directory Fiction

“...หลายปีมาแล้วหลังจากที่ไททานิคจม แต่ลุงยังคงจำกลิ่นของสีที่เพิ่งทาได้อยู่เลย”


มือสั่นเทาของชายชราร่างเล็กค่อยๆยื่นเข้าหากระจกเรือดำน้ำที่เผยให้เห็นซากเรือยักษ์ข้างนอกภายใต้ท้องทะเลที่เงียบสงัดและมึดมิด มีเพียงแสงไปสปอร์ตไลท์จากเรือดำน้ำลำน้อยๆที่สาดส่องทะลุผ่านความมืดอันน่าสะพรึงกลัวและลึกลับในท้องทะเลนี้

บิลโบ แบ้กกิ้นส์ในวัยชราอายุแตะเลขสามหลักค่อยๆหลับตาลงระลึกถึงความหลังที่เจือจางหายไปในความทรงจำ เสียงดนตรีที่ขับกล่อม พนักงานที่ออกมาเดินต้อนรับ กลิ่นสีใหม่ที่เพิ่งทา แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามายังระเบียงห้องพัก

 

ความทรงจำที่แสนวิเศษและโศกเศร้าทั้งหมดกำลังเข้ามาถาโถมสู่ตัวเขา

 

“โอว…” บิลโบร้องเสียงสั่นครือพร้อมกับพยายามกลั้นน้ำตา “คุณลุงไหวมั๊ยครับ?” เสียงของหลานชายที่รัก โฟรโด แบ้กกิ้นส์ กล่าวถามอย่างเป็นห่วงก่อนที่จะค่อยๆเดินเข้ามาโอบไหล่ของผู้เป็นลุง อันที่จริงโฟรโดควรเรียกบิลโบว่าท่านปู่เสียมากกว่า แต่เขาพอใจที่จะเรียกบิลโบว่าลุงเช่นนี้มาเสียตั้งแต่เด็กๆเพราะเขาไม่ใช่ลูกหลานในไส้แท้ๆ เป็นเพียงเด็กที่ถูกรับอุปการะเลี้ยงดูเหมือนลูกเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นโฟรโดก็รักบิลโบมากราวกับเป็นพ่อแท้ๆเช่นเดียวกับที่บิลโบรักเขาเหมือนลูกแท้ๆ


“ไม่...ไม่เป็นไร...ลุงยังไหวโฟรโด” บิลโบค่อยๆหันตัวไปยังเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างๆและเริ่มนั่งลงพร้อมกับสบตากับเหล่าคณะสำรวจเรือไททานิคที่นั่งรออยู่พร้อมหน้า


“คุณพร้อมที่จะเล่าให้พวกเราฟังแล้วใช่มั๊ยครับ มิสเตอร์แบ้กกิ้นส์?” เสียงของหัวหน้านักสำรวจกล่าวขึ้นพร้อมกับกดเครื่องอัดเสียงเพื่อบันทึกเรื่องเล่าจากปากของบิลโบ พวกเขาต้องการเบาะแสบางอย่างของอาร์เคนสโตน อันเป็นอัญมณีที่หล่นหายสาปสูญไปหลังจากไททานิคจมลง แต่การกู้สิ่งของที่คาดว่าจะเก็บอาร์เคนสโตนไว้ขึ้นมาได้กลับไม่มีอะไรเลย นอกจากแฟ้มหนังที่เก็บเอกสารทางกฏหมายและแนบรูปถ่ายของบิลโบสมัยหนุุ่มที่ถ่ายรูปคู่กับชายผู้เป็นเจ้าของอาร์เคนสโตน...ธอริน โอลเคนชีลด์แห่งตระกูลดูริน เจ้าของกิจการเหมืองแร่เพชรพลอยและอัญมณี


พวกเขาต้องการเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับอาร์เคนสโตน และบิลโบคือคนที่คาดว่าจะเป็นคนสนิทของธอรินที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวในขณะนี้…


“คุณอยากฟังจริงๆรึเปล่าล่ะ?”


หัวหน้านักสำรวจพยักหน้า เป็นสัญญาณว่าเขาพร้อมจะรับฟังแล้ว…

 
 

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*



ณ ท่าเรือเซาท์แทมตัน ในวันที่ 10 เมษายน 1912


“สะ...สายแล้วๆๆๆๆ!!” ร่างเล็กของชายหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำตาลหยักศกออกวิ่งอย่างกระตือรือร้น นั่นคือบิลโบ แบ้กกิ้นส์ในวัย17ปี เขาสวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดหมูตัวโปรดพร้อมกับสะพายกระเป๋าเป้ใบโตออกวิ่งมายังท่าเรืออย่างรีบร้อน สาเหตุที่เขามาสายนั้นเพราะเขาเพิ่งตกลงกับแกนดาฟผู้เป็นทนายของตระกูลดูรินว่าจะเดินทางมาช่วยดูแลธอรินระหว่างการเดินทาง ถึงแม้บิลโบจะไม่เข้าใจว่าทำไมแกนดาฟถึงได้เชิญเขาไปทั้งๆที่มหาเศรษฐีอย่างธอรินก็น่าจะหาคนใช้ส่วนตัวมาได้สบายๆแท้ๆ ทำไมต้องเอาเขาไปด้วย แล้วทำไมเขาต้องตัดสินใจไปด้วยล่ะ!?

แต่ตอนนี้อะไรบางอย่างในตัวเขามันเรียกร้องให้ไป ถ้าไม่ได้ไปมันคงน่าเสียใจอยู่มิใช่น้อยที่จะพลาดโอกาศที่จะได้ขึ้นโดยสารเรือไททานิคที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกและไม่มีวันจมอีกต่างหาก! ไปแล้วไม่ต้องกลัวอะไรหรอกพ่อแบ้กกิ้นส์! ถ้าไม่ได้ไปก็คงเสียใจไปทั้งชีวิตแน่ๆ!

 


ขณะเดียวกันอีกฟากหนึ่งของท่าเรือ…

 

“โห...นี่พวกเราต้องขึ้นเรือลำนี้จริงๆเหรอพี่ฟิลี”

“แน่นอนคิลีน้องรัก ใหญ่กว่าเรือโอลิมปิคอีกแน่ะ!”


ชายหนุ่มวัยรุ่นสองคนก้าวลงจากรถและมองไปยังเรือเดินสมุทรลำใหญ่ที่จอดตระหง่านอยู่ที่ท่ารับแสงอาทิตย์รอเวลาเดินทางด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น ฟิลีเป็นหนุ่มผมทองตาสีฟ้าดูขี้เล่นไม่ต่างจากคิลีผู้เป็นน้องชายแต่แตกต่างเพียงแค่คิลีนั้นผมสีดำหยักศกตาสีน้ำตาลเท่านั้น

“โม้ไปนั่น...มันก็แค่ใหญ่กว่าเพียงไม่กี่ร้อยฟุตเองหลานรัก…” ทันใดนั้นร่างของผู้เป็นลุงก็ลงจากรถตามมา เขาคือธอริน ดูรินเจ้าของกิจการเหมืองเพชรพลอยอัญมณีผู้มีใบหน้าจริงจังและดุดัน แต่บนความดุดันนั้นก็ยังมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในแววตา ดวงตาสีฟ้าของธอรินปรายตาไปมองหลานๆที่รักด้วยสีหน้าเอ็นดูก่อนที่จะมองขึ้นไปบนเรือที่อยู่ตรงหน้าและพาหลานๆของตนเดินฝ่าฝูงชนขึ้นเรือ โดยมีพนักงานของเรือมาช่วยขนกระเป๋าเดินทางขึ้นอีกทาง


“แต่ยังไงมันก็ใหญ่กว่าจริงๆนี่ครับคุณลุง…” ฟิลีร้อง


“เอาเถอะ ไม่ว่ายังไงหลานๆก็ต้องหักรักษามารยาทสุภาพบุรุษบ้างนะ อย่าให้ลุงขายขี้หน้า บนเรือลำนั้นมีผู้ดีมากมายอยู่ด้วย ไม่ได้มีแค่พวกเรา เข้าใจมั๊…!” ยังไม่ทันที่ธอรินจะกล่าวเตือนหลานๆจบประโยค ก็มีอะไรบางอย่างมาชนร่างของเขาจนล้มไปกับพื้นเข้าอย่างจัง


“อ้ะ! กระผมขออภัยจริงๆขอรับท่าน กระผมขออภัยอย่างยิ่งขอรับท่าน!” บิลโบนั่นเองที่วิ่งเข้าชนใส่ธอรินเพราะด้วยความเร่งรีบ แต่ดูเหมือนว่าฝูงชนที่มากมายเหล่านี้จะเบียดเส้นทางให้เขาวิ่งไปนั้นผิดเพี้ยนไป เพราะบิลโบนั้นจัดได้ว่าเป็นคนที่ค่อนข้างตัวเล็ก มองไม่ค่อยเห็นทางมากนัก…

 


รู้ตัวอีกทีก็วิ่งผิดทางไปยังทางเข้าของผู้โดยสารชั้นหนึ่งเสียแล้ว…

 


“นี่เจ้าหนู วิ่งให้ดูตาม้าตาเรือซะบ้างนะ แล้วนี่เป็นขึ้นเรือของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ไม่น่าเป็นที่ๆแกควรจะอยู่นะเข้าใจมั๊ย!?” ธอรินลุกขึ้นพร้อมกับฉุดดึงตัวบิลโบขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด บิลโบจ้องไปที่ร่างสูงตรงหน้าที่คว้าแขนของตนลุกขึ้นมาด้วยความตกใจ แต่ในวินาทีที่ทั้งสองได้สบตากันนั้นราวกับโลกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ หัวใจของบิลโบเต้นระรัวเมื่อเขาเห็นใบหน้าที่คมเข้มของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ดวงตาสีฟ้าสวยที่จ้องมองเขาอย่างหงุดหงิดและไม่พอใจนั่นดูแล้วชวนหลงไหลเหลือเกิน เขาได้แต่มองด้วยสีหน้าอึ้งตะลึงทั้งหวาดกลัวทำอะไรไม่ถูกและรู้สึกหลงไหลในดวงตาของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว จนกระทั้งเสียงสัญญาณเรือออกดังขึ้นทำให้บิลโบหลุดจากภวังค์ บิลโบหารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วชายคนนี้คือบุคคลที่ตนต้องมาดูแลตามที่แกนดาฟขอร้องมา แต่ถึงกระนั้นธอรินเองก็ใช่ว่าจะรู้ว่าใครคือคนที่แกนดาฟส่งตัวมาให้อีกเช่นกัน


“อ่ะเอ่อ...กะๆ กระผมขออภัยจริงๆครับ กะๆกระผมจะไปขึ้นเรือที่ทางเข้าผู้โดยสารชั้นสามล่ะครับ!” บิลโบกล่าวตะกุกตะกักก่อนที่จะหันตัวหนี แต่ไม่ทันที่จะวิ่งออกไปได้มือหนาของใครบางคนก็รั้งเอาไว้เสียก่อน


“ถ้าจะขึ้นเรือ...ขึ้นไปกับฉันก่อนก็ได้ ยังไงเรือก็จะออกแล้ว แถมตัวเล็กแบบนี้เดี๋ยวคงได้หลงทิศหลงทางอีกรอบหรอก” ธอรินคว้าตัวของบิลโบเอาไว้พร้อมกับพาเดินขึ้นเรือที่ทางเข้าของผู้โดยสารชั้นหนึ่งพร้อมกับตน


“ไงพวก นายคือหนึงในผู้โดยสารผู้ทรงเกียรติของไททานิคเชียวนะ เดินให้มั่นใจหน่อยสิ!”คิลีเดินเข้ามาโอบไหล่บิลโบอย่างเป็นกันเองทำเอาบิลโบตกใจเล็กน้อยเพราะนอกจากจะโดนจับพลัดพลูขึ้นเรือในระดับเดียวกันกับคนชั้นสูงแล้ว ยังจะโดนคนชั้นสูงโอบตัวเขาไว้เสียเหมือนสนิทสนมกันดีอีกด้วย


“นายไม่ต้องกลัวหรอกเพื่อน แค่นายเล่นบทบาทเป็นคนรับใช้ของพวกเรา เดี๋ยวพวกลูกเรือก็ให้ขึ้นแล้ว ผ่อนคลายเข้าไว้นะ!” ฟิลีเข้ามาแจมด้วยอีกเสียงพร้อมกับโอบตัวบิลโบอีกต่อ มันยิ่งทำให้บิลโบเดินตัวเกร็งยิ่งกว่าเดิม


ธอรินยังคงเดินนำหน้าพวกเขาขึ้นสู่สะพานทางขึ้นเรือสำหรับคนชั้นสูง บิลโบมองซ้ายขวารอบทิศแล้วพบว่าทางขึ้นของคนชั้นสูงนั้นดูสูงสมฐานะจริงๆ ทำเอาเห็นคนข้างล่างตัวเล็กลงไปถนัดตา


“เอ่อ...ท่านครับ เกรงว่าจะมาสามารถให้คุณผู้โดยสารท่านนั้นขึ้นมาทางนี้ได้ เขาควรขึ้นที่ประตูทางเข้าสำหรับผู้โดยสารชั้นสามนะครับ”


“เขาเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของฉัน แต่บังเอิญตื่นสายไปหน่อยเลยไม่มีเวลาแต่งองค์ทรงเครื่องเท่าไหร่ ทีนี่จะให้เขาเข้ามามั๊ย?” ธอรินกล่าวกับพนักงานต้อนรับบนเรือที่ท้วงติงในสิทธิ์ของบิลโบด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ทำเอาพนักงานคนนั้นหวาดกลัวจนยอมให้ขึ้นมาพร้อมกันได้ในที่สุด ทันทีที่ขึ้นเรือมาได้บิลโบก็ได้แต่ยืนมองอ้าปากค้างใส่ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ระเบียงทางเดินที่แสนโอ่อ่าหรูหรา ประดับด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ เก้าอี้ริมระเบียงที่สลักจากไม้สักอย่างดี รวมไปถึงเสื้อผ้าหน้าผมของเหล่าชนชั้นสูงที่ล้วนงดงามตระการตา


แต่ไม่ทันที่บิลโบจะได้เต็มอิ่มกับความงดงามอันวิจิตรอลังการของระเบียงได้ทั่วถึง เสียงขรึมที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นดับกระแสความคิดอันล่องลอยของเขาเสียก่อน


“เอาล่ะ รีบๆไปชั้นผู้โดยสารชั้นสามของแกได้แล้วเจ้าหนู...” เสียงไล่นิ่งๆที่ทรงพลังของธอรินทำให้บิลโบต้องสำนึกได้ว่าที่ๆตัวเองควรอยู่คือที่ไหนกันแน่ และที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ๆเขาควรอยู่จริงๆ เขาเป็นเพียงผู้โดยสารธรรมดาๆที่ได้ตั๋วฟรีมาจากทนายประจำตระกูลดูรินเท่านั้น


พอคิดได้เช่นนั้น บิลโบก็นึกขึ้นได้ว่าเขาควรจะรีบไปที่ห้องพักของตนแล้วจัดการเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยเพื่อให้พร้อมต่อการไปรายงานตัวให้ธอรินทราบถึงการมาของเขา(อย่างเป็นทางการ)โดยเร็วที่สุดดีกว่า

 

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


“เอาล่ะ...ทั้งคุณและธอรินเจอกันแล้ว ถึงจะไม่รู้จักก็เถอะว่าอีกฝ่ายคือใคร แล้วคุณไปรู้จักธอรินจริงๆตอนไหนครับ?” หัวหน้าคณะสำรวจกล่าวขึ้นพร้อมกับจ้องมองชายชราผู้กุมความลับของอาร์เคนสโตนเอาไว้ในมือตรงหน้าตนอย่างไม่วางตา


“จริงๆคำตอบมันก็อยู่ในเรื่องที่ผมเล่าไปแล้วนะ ผมได้สิทธิ์ขึ้นเรือจากคุณแกนดาฟผู้เป็นทนายความของตระกูลดูรินเพราะเขาต้องการให้ผมช่วยดูแลธอรินรวมไปถึงหลานๆของพวกเขา ผมกับเขาก็ต้องรู้จักกันตอนเริ่มทำงานกันสิ แต่ในวินาทีที่ผมเจอเขาครั้งแรกตอนขึ้นเรือนั้น ผมยอมรับเลยว่าผมรู้สึกไม่อยากเข้าไปอยู่รับใช้เจ้านายแบบเขาเท่าไหร่ และหวังว่ามิสเตอร์ดูรินที่ผมต้องเข้าไปดูแลจะไม่เป็นอย่างนั้น” บิลโบวัยชรากล่าวพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆเมือนึกถึงเรื่องราวในความหลังที่ตนไม่ได้นึกถึงเสียนาน


“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?”


“ผมเกรงว่าผมจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขาพอตัวเลยล่ะ…” บิลโบยิ้มก่อนที่จะหันไปยังหน้าต่างเรือดำน้ำที่ตอนนี้ปรากฏภาพของซากเรือไททานิคบริเวณหัวเรือซึ่งแน่นอนว่าในสายตาของบิลโบแล้ว เขาเห็นมันยังใหม่เอี่ยมเหมือนสมัยที่มันยังคงลอยอยู่บนผืนมหาสมุทร

 

"แต่ถึงอย่างนั้น...ผมก็มิอาจปฏิเสทได้เลยว่าเขาเป็นคนที่วิเศษมากเลยทีเดียว"


และยังคงเห็นภาพของใครบางคนที่เขาเฝ้าคิดถึงและโหยหายิ้มให้เขาจากเรือลำนั้น…

 


รอยยิ้มที่จะมีเพียงเขาเท่านั้นที่จะได้รับ…

 


 

 

...ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน ธอริน...

 
 
 
 

TBC...
 
กรี้ดดดดดดดดดดดด ในที่สุดก็เข็นออกมาเป็นฟิคจนได้ แงงงงงงงง
 
 
 
 
สำหรับคนที่ไปดูBOFA มาแล้วก็คงคิดเหมือนกันสินะว่ามันไททานิคแจ็คกะโรสยิ่งนัก!!!
ถ้าไม่เก็ท...เราจะมาเทียบกันเลยค่ะ...
สัญญานะโรส คุณต้องไม่ตาย 
 
 
แจ็ค...มีเรือมา...แจ็คตื่นสิ...มีเรือมา....แจ็คคคคค...
 
 
ส่วนลุงป้าเอเรบอร์นะคะ...
อิลุงก็ไล่ให้อิป้ากลับไปอ่านหนังสือ ไปปลูกต้นโอ๊คนะคะ
แล้วดูอิลุงมันทำค่ะ...
 
 
ธอรินดูนั่นสิ นกอินทรีย์มา...ธอรินดูสิ.....
 
ก็นั่นล่ะฮะท่านผู้ชม...
 
 
 
.
 
 
 
 
.
 
 
 
 
 
.
 
 
 
 
 
.
 
 
 
 
 
.
 
 
 
 
.
 
 
 
 
.
 
 
 
 
.
 
 
 
 
แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
 
คือโดยส่วนตัว เราว่ามันจบสวยนะ จบแบบเออ! แฮปปี้...
 
 
แฮปปี้...
 
 
แอนดิ้ง...
 
 
เป็นฉากจบที่สวยมาก...
 
 
สวยจริงๆ....
ฮรือออออออออออออออออออออออออออออออออ TTTTvTTTT
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ดิฉันก็ขอจมไปพร้อมกับเรือค่ะ แงงงงงง
 
ฟิคนี้อาจจะดูOOCนิดๆ แต่เราจะพยายามคงความเป็ฯตัวละครนั้นๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ
เพราะยุคสมัยในฟิคนี้จะเป็นช่วง1900ตรงในประวัติศาสตร์ของไททานิคค่ะ เราอาจต้องปรับสไตล์การพูดบ้างให้เข้ากับบทและยุคสมัย 
 
หลังจากนี้จะมีตัวละครอื่นๆตามมาอีกค่ะ ถ้าใครตามทวิตเตอร์เราจะรู้เลยว่ามีใครบ้างที่มีในฟิคนี้ อิอิ
 
ฝากติดตามด้วยนะคะ ><
 
END
 
ปล.ฟิคฮอควอตส์แกจบรึยังวะคะ!? 
ปลล.สวัสดีปีใหม่ สวัสดีวันเด็กย้อนหลังนะคะ 5555555555555555555555